islamitermaloteller

islamitermaloteller.com

การเปลี่ยนของเหลวในรถยนต์

จากบทความครั้งก่อน ที่เราพูดถึง น้ำมันเครื่อง และน้ำมันเกียร์ วันนี้เราจะพูดถึงของเหลวที่สำคัญอีกหลายชนิด ดังต่อไปนี้

น้ำยาหล่อเย็น

น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) องค์ประกอบหลักของมันจะมี น้ำ, สารหล่อเย็น , หัวเชื้อป้องกันสนิม รวมทั้งสีต่างๆอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งถ้าเกิดกล่าวถึงคุณลักษณะจริงๆของมันแล้ว น้ำยาหล่อเย็น มิได้มีบทบาทระบายความร้อน แต่ว่าจะช่วยปรับจุดเดือดของน้ำที่ผสมน้ำยาหล่อเย็นสูงมากขึ้น ทำให้น้ำที่อยู่ในหม้อน้ำเดือดช้าลง แถมยังคุ้มครองปกป้องการเกิดสนิม ขี้ตะกรัน ขี้ตะกอน เพราะเหตุว่าเมื่อมีสนิมมันก็จะผุ สึกกร่อน มีตะกอน น้ำยาก็เลยช่วยไม่ให้มีการตันในรวงผึ้งของหม้อน้ำ

น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) ที่เป็นประโยชน์ต่อเครื่องจักร ซึ่งถ้าพวกเราไม่ใช้ หรือเปล่าเพิ่มเติมน้ำยาจะใช้แค่น้ำไม่สิ่งเดียวก็ได้ไม่มีปัญหา แม้กระนั้นมันจะระบายความร้อนไม่ดีพอๆกับการเติมน้ำยาลงไป

ส่วนการผสมใช้งาน น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) กับน้ำ โดยมากจะผสมกันในอัตราส่วน 50/50 หรือมองแนวทางผสมถึงที่กะไว้ข้างขวดของน้ำยาแบรนด์นั้นๆรวมทั้งระยะการเปลี่ยนถ่ายก็ขึ้นกับรถยนต์แต่ละรุ่น หรือน้ำยาที่ใช้ด้วย เป็นต้นว่า บางรุ่นกำหนดไว้ทุกๆ2 ปี หรือ 40,000 กม. รวมทั้งบางรุ่นกำหนดไว้ที่ 100,000 – 200,000 กิโล อื่นๆอีกมากมาย ที่สำคัญ ถ้าหากมีเวลา ควรจะเปิดฝากระโปรงหน้าอาทิตย์ละครั้งเพื่อดูน้ำในหม้อน้ำ รวมทั้งหม้อพักน้ำสำรอง ว่าน้ำต่ำลงไม่ปกติมั้ย มองคราบน้ำว่ามีเลอะเทอะออกมากมั้ย ถ้าหากมีเข้าศูนย์ หรืออู่ เช็คด่วน

น้ำมันเบรก

เบรกมีความหมายเป็นอย่างมากสำหรับรถยนต์ ด้วยเหตุว่าใช้เพื่อสำหรับในการหยุดรถยนต์ การเลือกน้ำมันเบรกที่สมควรสำหรับความอยากของรถยนต์คุณรวมทั้งการเปลี่ยนน้ำมันเบรกตามที่ได้มีการกำหนดเวลาเป็นปัจจัยหลักสำหรับความปลอดภัยสำหรับในการขับรถ

น้ำมันเบรกมีบทบาทสำหรับการเป็นตัวกึ่งกลางส่งแรงกดดันจากแม่ปั๊มเบรกตัวบนไปยังลูกสูบเบรก น้ำมันเบรกที่ดีควรมีจุดเดือดสูง เพื่อไม่ให้น้ำมันเบรกร้อนเร็วเหลือเกินจนถึงแปลงเป็นไอไม่สามารถที่จะระบายแรงกดดันได้ตามเดิม ถ้าหากไม่มีน้ำมันเบรกหล่อลื่นก็จะก่อให้มีการสึกกร่อนและก็ทำให้เบรกแตกได้

น้ำมันเบรกที่มีจัดจำหน่ายอยู่ทั่วๆไปจึงควรได้รับรองมาตรฐาน ซึ่งแบ่งตามจุดเดือด รวมทั้ง จุดเปียกชื้นซึ่งมีประเภท DOT 3 , DOT 4 , แล้วก็ DOT 5 การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกควรจะปลูกถ่ายทุกๆ1 ปี (หากรถยนต์ใช้น้อย) หรือ เปลี่ยนแปลงทุกๆ40,000 กิโลเมตร

เพื่อไล่ความชุ่มชื้นที่ผสมอยู่ในน้ำมันเบรกออกมาจากระบบ ช่วยปกป้องการกัดกร่อนจากสนิมที่เกิดขึ้นจากความชุ่มชื้น ซึ่งจะมีผลให้ลูกยางเบรกบวม หรือ ฉีกให้ขาดจนถึงทำให้น้ำมันเบรกรั่วซึมรวมทั้งเบรกไม่อยู่ ส่วนใหญ่ น้ำมันเบรกจะแก่ได้ถึง 80,000 กม. หรือ ราวๆ 3 ปี สุดแท้แต่ว่าอะไรถึงก่อน

(ถ้าเกิดพ้น 3 ปีแล้ว ควรจะแปลงโดยทันทีเพราะเหตุว่าน้ำมันเบรกบางทีอาจจะหมดสภาพสำหรับการใช้งาน) พวกเราสามารถตรวจจำนวนน้ำมันเบรกได้จากในกระปุกน้ำมันเบรกที่ห้องเครื่อง (มองได้จากคู่มือประจำรถยนต์) จะต้องมีจำนวนที่ Max อยู่เสมอเวลา ถ้าเกิดมีการพร่องของน้ำมันควรจะรีบตรวจระบบเบรกโดยทันที

น้ำมันพาวเวอร์

น้ำมันพวงมาลัยพาวเวอร์ ตอนนี้บางทีก็อาจจะไม่มีในรถยนต์บางรุ่นแล้วเพราะเหตุว่ารถยนต์แบบใหม่ๆที่ออกมาจะใช้ระบบพวงมาลัยกระแสไฟฟ้าแทนซะโดยมาก แต่ว่าถ้าหากรถยนต์ของคุณยังเป็นระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฮดคอยลิคอยู่ก็น่าจะมองไว้ครับ

ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ประกอบไปด้วยเครื่องมือต่างๆมากมายก่ายกอง เช่น เฟืองขับรวมทั้งเฟืองสะพานที่เชื่อมต่อกับล้อหน้า ลูกสูบด้านในเฟืองขับและก็เฟืองสะพานซึ่งเคลื่อนตามแรงกดดันน้ำมันจากปั๊มพวงมาลัยเพาเวอร์ที่ปฏิบัติภารกิจช่วยหมุนพวงมาลัย รวมทั้งกระบอกสูบซึ่งมีน้ำมันอยู่ด้านในรวมทั้งจัดตั้งอยู่กับตัวปั๊ม หรือบางครั้งอาจจะจัดตั้งห่างออกไปเพื่อเข้าถึงง่ายมากยิ่งขึ้น

รวมทั้งถ้าเกิดมันมีน้ำมันน้อยเกินไป การบังคับเลี้ยวจะทำเป็นยากขึ้น ยิ่งกว่านั้น ปั๊มหรือชุดเฟืองขับและก็เฟืองสะพานบางทีอาจได้รับความย่ำแย่เมื่อไม่มีน้ำมันช่วยลดแรงชน เพราะเหตุนี้ การพิจารณาระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์บ่อยๆแล้วก็เติมน้ำมันเมื่อจำเป็นต้องก็เลยเป็นเรื่องสำคัญ

การพิจารณาระดับน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ ถ้าเกิดกระปุกน้ำมันทำมาจากพลาสติกใสๆคุณอาจจะแลเห็นระดับน้ำมันข้างในกระปุกได้ แต่ว่าในเรื่องที่กระปุกน้ำมันทำมาจากโลหะหรือเป็นพลาสติกที่ไม่ใสพอให้แลเห็นข้างใน คุณสามารถใช้ก้านวัดน้ำมันเพื่อตรวจตราระดับน้ำมันที่เหลืออยู่ โดยก้านวัดชอบติดอยู่ที่ฝาปิดถ้าเกิดน้ำมันมันลดน้อยลงก็เพิ่มเข้าไปให้พอดิบพอดีนะครับ

การเติมน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ถ้าหากรถยนต์ของคุณมีแถบวัดอยู่บนกระปุกน้ำมัน คุณสามารถเติมน้ำมันลงไปเรื่อยจนกระทั่งระดับ “ร้อน” หรือ “เย็น” ที่ถูก แต่ว่าในเรื่องที่ใช้ก้านวัดสำหรับการวิเคราะห์ระดับน้ำมัน ให้เบาๆเพิ่มลงไปเพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้เพิ่มมากมายไปจนกระทั่งล้นกระปุก

อย่าลืมใช้น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ที่ชี้แนะให้ใช้กับรถยนต์ของคุณแค่นั้น ด้วยเหตุว่าน้ำมันที่ชี้แนะจะมีความหนืด (ความข้น) อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ของรถยนต์นั่นเอง ระวัง !! อย่าเติมน้ำมันให้กับพวงมาลัยเพาเวอร์มากจนเกินความจำเป็น การเติมน้อยกว่าระดับที่ถูกจะดีมากกว่าการเติมมากจนเกินไป

เนื่องจากน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์จะขยายตัวเพิ่มเมื่อร้อนขึ้น หากคุณเติมน้ำมันจนกระทั่งระดับสูงสุดแล้วอุตสาหะขับขี่รถ แรงกดดันที่มากขึ้นอาจจะเริ่มก่อปัญหา รวมทั้งอาจส่งผลให้คุณจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเยอะๆสำหรับการปรับปรุงแก้ไขซ่อนแซม

คุณควรจะปลูกถ่ายน้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์ทุก 80,000 กิโล หรือตามระยะที่ระบุในคู่มือผู้ครอบครองรถยนต์ด้วยสิ่งเดียวกัน เพราะว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความร้อนจากเครื่องจักรแล้วก็ภาวะรอบๆจะมีผลให้ความรู้ความเข้าใจสำหรับการดำเนินงานของน้ำมันน้อยลง แล้วก็ทำให้องค์ประกอบด้านในระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ผุพังแล้วก็สึกหรอ ที่สำคัญ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันมีค่าใช้จ่ายต่ำลงมากยิ่งกว่าการเปลี่ยนปั๊มพวงมาลัยเพาเวอร์หรือชุดเฟืองขับและก็เฟืองสะพาน

เอาละครับผมเมื่อคุณอ่านเนื้อหานี้จบแล้วยืนขึ้นมาเช็คระบบ ของเหลวในรถยนต์ ที่พวกเรารักกันเลยดีกว่า พวกเราใช้เค้าทุกวี่วันก็ควรจะดูแลให้ดีพวกเราจะได้ใช้กันนานๆและไม่มีปัญหากวนโอ๊ยเวลาขับอีกด้วย

Leave a Reply

Your email address will not be published.